เทคโนโลยีเกี่ยวกับการตรวจยีน ช่วยป้องกันโรคบางอย่างที่เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม รวมไปถึงมะเร็ง พร้อมทั้งใช้ในการวางแผนชะลอวัย ซึ่งเป็นอีกเทรนด์ของการดูแลสุขภาพที่คนทั่วโลกกำลังจับตา

ศ.นพ.สมยศ คุณจักร แพทย์ชำนาญการศัลยกรรมตกแต่ง เสริมสวย และเวชศาสตร์ชะลอวัย ยศการคลินิก และนายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โดยปกติการถ่ายทอดทางพันธุกรรมของยีนที่ผิดปกติจากพ่อแม่สู่ลูกสามารถเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ อีก 70 เปอร์เซ็นต์ มาจากตัวแปรในเรื่องของการใช้ชีวิต เช่น การดื่มเหล้า, สูบบุหรี่, การสัมผัสหรือการได้รับสารพิษปนเปื้อนทางอากาศและอาหาร การขาดการนอนหลับพักผ่อน และมีความเครียดเรื้อรัง ที่กระตุ้นให้เกิดโรค เช่น โรคเบาหวาน , โรคหัวใจและหลอดเลือด , โรคมะเร็ง

ปัจจุบันในแวดวงของการวิจัยทางการแพทย์ก็ยังมีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อค้นหาอีกหลายโรคที่อาจมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมของยีนที่ผิดปกติแต่ยังไม่ถูกค้นพบ สำหรับโรคที่ถูกวิจัยพบแล้วการตรวจหายีนที่ผิดปกติ จะเป็นประโยชน์ในการรักษาเชิงป้องกัน ด้วยการวางแผนดูแลและตรวจสุขภาพอย่างตรงจุดเสี่ยง เป็นแนวทางป้องกันโรคได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะถ้าปล่อยให้เกิดโรคย่อมเสียค่าใช้จ่ายในการรักษามากกว่าการป้องกันดูแลสุขภาพ และเกิดโรคแล้วก็ย่อมมีผลกระทบต่อร่างกายแลจิตใจ รวมทั้งการดำรงชีวิตในสังคม ครอบครัว และในด้านชีวิตส่วนตัวอย่างมากมาย

ตอนนี้เทรนด์ของการตรวจยีน นอกจากช่วยวางแนวทางการดูแลและตรวจสุขภาพเพื่อป้องกันโรคที่มีสาเหตุจากพันธุกรรมแล้ว หลายคนยังมาตรวจเพื่อหาแนวทางดูแลสุขภาพเพื่อการชะลอวัย เพราะปกติการชะลอวัยที่ดีคือ การกินอาหารที่เหมาะสม การออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ได้รับวิตามินต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันก็ต้องมีการขับสารพิษในร่างกาย และป้องกันสารพิษใหม่ที่จะเข้าสู่ร่างกาย อย่างไรก็ตามร่างกายของแต่ละคนมีความต้องการในชนิดของอาหาร วิตามิน ชนิดของการออกกำลังกายและการขับสารพิษไม่เหมือนกัน

การตรวจยีนจะทำให้ทราบถึงแนวทางการออกกำลังกาย การทานอาหาร และปริมาณสารอาหารที่ร่างกายของเราควรได้รับ ซึ่งมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เพื่อให้มีความเหมาะสมและเป็นอีกวิธีหนึ่งในการชะลอวัย ตัวอย่างเช่น การออกกำลังกายบางคนอาจต้องออกกำลังแบบแอโรบิคหรือแบบใช้ความทนทานของร่างกายน้อยหน่อย เช่น วิ่งระยะไกล ว่ายน้ำ แต่กลับไปเน้นแอนแอโรบิคหรือไปใช้พละกำลังมากกว่า เช่น ยกน้ำหนัก วิ่งระยะสั้น ซึ่งจะกลับมีผลเสียมากกว่าผลดี

เนื่องจากยีนเป็นเหมือนพิมพ์เขียวที่กำหนดให้ร่างกายแต่ละคนต้องการสิ่งต่าง ๆ ไม่เท่ากัน การรู้ว่าสิ่งไหนที่เหมาะสมกับตัวเองจะช่วยทำให้การชะลอวัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะบางคนร่างกายทนต่อการออกกำลังกายหนักมากไม่ได้ แต่ยังฝืน สุดท้ายจะเป็นการซ้ำเติมร่างกายมากกว่าจะได้ประโยชน์จากการออกกำลังกาย

เช่นเดียวกับการทานอาหารที่ดี ก็มีส่วนสำคัญในการชะลอวัย แต่คนแต่ละคนต้องการอาหารแต่ละประเภทไม่เท่ากัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะยีนเป็นตัวกำหนดว่า คน ๆ นั้นควรทานอาหารประเภทไหนมากน้อยกว่ากัน เพื่อให้ร่างกายมีความสมดุล ได้รับสารอาหารในปริมาณที่พอเหมาะไม่น้อยเกินไปจนขาดสารอาหาร หรือมากเกินไปจนทำให้เกิดโรค

นอกจากนี้การตรวจยีนจะทำให้รู้ถึงความสามารถในการกำจัดสารพิษในร่างกาย เพราะในแต่ละคนมีกลไกหรือสารกำจัดสารพิษหรือเราเรียกว่า เอนไซม์ไม่เท่ากัน ซึ่งยีนนี่เองที่เป็นตัวกำหนดการสร้างเอนไซม์ต่าง ๆ ดังนั้นการตรวจยีนจะทำให้เรารู้ว่าร่างกายมีความสามารถในการกำจัดสารพิษได้ดีพอหรือไม่ เพื่อจะได้พยายามหลีกเลี่ยงสารพิษนั้น หรือทานผักผลไม้บางชนิดที่มีเอนซม์ทดแทนเพื่อช่วยในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกายได้ดีขึ้น

“ มะเร็งจากพันธุกรรมเป็นผลมาจากการถ่ายทอดลักษณะกลายพันธุ์ของยีนไปยังลูกหลาน โดยปกติยีนมีหน้าที่ควบคุมการทำงานและการเจริญเติบโตของเซลล์ในร่างกาย แต่เมื่อยีนเกิดการกลายพันธุ์ทำให้เกิดการแบ่งตัวของเซลล์เพิ่มขึ้นจนควบคุมไม่ได้ การตรวจหาความผิดปกติของยีนจึงช่วยทำนายความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้ ปัจจุบันสามารถตรวจหามะเร็งได้มากกว่า 20 ชนิด ส่วนใหญ่ก็เป็นมะเร็งที่พบบ่อยในทั้งชายและหญิง เช่น มะเร็งที่ปอด ,ตับ , ไต , ผิวหนัง , ต่อมลูกหมาก , มดลูก , รังไข่, เต้านม, กระเพาะ, ลำไส้, ตับอ่อน, ไทรอยด์, ต่อน้ำเหลือง เป็นต้น ” ศ.นพ.สมยศ กล่าวต่อ

เมื่อเราทราบว่ามียีนมะเร็งชนิดใดเราก็สามรถหาแนวทางการตรวจสุขภาพเพื่อป้องกันความเสี่ยงนั้นได้อย่างตรงจุด มะเร็งบางชนิดเมื่อได้รับการถ่ายทอดยีนที่ผิดปกติจากกรรมพันธุ์จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคค่อนข้างสูงมาก เช่น มะเร็งเต้านม , มะเร็งรังไข่ , มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น ดังนั้นหากพบว่ามีญาติสายตรง เช่น พี่สาว น้องสาว แม่ ป้า หรือพบผู้ชายในครอบครัวเป็นมะเร็ง คนในครอบครัวสมควรได้รับการตรวจยีนประเมินความเสี่ยงโรคมะเร็งเพื่อวางแนวทางการตรวจสุขภาพป้องกันการเกิดโรคไว้แต่เนิ่น ๆ

โดยขั้นตอนการตรวจยีน ต้องเจาะเลือดประมาณ 6 ซีซี จากนั้นใช้เวลาตรวจ 1 เดือน เพื่อค้นหาว่า มียีนที่ผิดปกติเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งที่ถ่ายทอดผ่านพันธุกรรมหรือไม่ ซึ่งคนทุกวัยสามารถมาตรวจยีนได้ และการตรวจยีนมะเร็งซึ่งถ่ายทอดทางพันธุกรรมจะทำเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในชีวิต

ตัวเอย่างของผู้ที่ตรวจยีนเพื่อประเมินความเสี่ยงมะเร็ง เช่น “แองเจลินา โจลี” ตรวจพบยีน BRCA ผิดปกติซึ่งทำให้มีความเสี่ยงมะเร็งเต้านมสูงเกิน 80% เธอตัดสินใจตัดเต้านมออก เพื่อเป็นการป้องกันก่อนที่โรคร้ายจะเกิด นี่อาจเป็นวิธีสุดท้ายที่แนะนำ แต่เบื้องต้นควรหาทางป้องกัน เช่น ถ้ามาตรวจยีน แล้วพบความเสี่ยงตั้งแต่อายุ 20 ปี ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องมาตรวจอัลตร้าซาวด์เต้านมทุก ๆ 6-12 เดือน แทนที่จะรอถึงอายุ 40 ปี

มะเร็งเต้านมส่วนใหญ่เป็นมากในคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไป มะเร็งเต้านมระยะแรก ๆ มักไม่แสดงอาการ และมักคลำพบก้อนเนื้อหรือแสดงอาการในระยะท้าย ๆ หรือภาวะที่มะเร็งแพร่กระจายแล้ว และไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ถ้าตรวจยีนแล้วรู้ว่ามีความเสี่ยง การเฝ้าระวังและวางแผนการตรวจสุขภาพที่ตรงจุดจะตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งจะทำให้ความเสี่ยงในการพบในระยะที่โรคแพร่กระจายมีน้อยกว่า หรือคนที่มีการตรวจยีนแล้วพบว่า มียีนที่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอด จะต้องพยายามหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ และสิ่งแวดล้อมที่มีฝุ่นเยอะ ๆ เพราะจะกระตุ้นให้เกิดมะเร็งได้ ซึ่งปกติโรคนี้พบมากในคนที่อายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ในคนที่มีภาวะเสี่ยงอาจเกิดเร็วกว่านั้น ถ้าเราตรวจยีนพบความเสี่ยงของการเป็นโรคตั้งแต่อายุยังน้อย จะต้องมาวางแผนการตรวจสุขภาพที่ตรงจุดและลึกมากขึ้น เช่น ควรตรวจเอกซเรย์ปอดอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ถ้าพบสิ่งผิดปกติ ก็ตรวจเพิ่มเติมด้วยการทำซีทีสแกนปอด เพื่อดูว่าพบก้อนเนื้อผิดปกติที่นำไปสู่การเป็นมะเร็งหรือไม่ ซึ่งถ้ารักษาในระยะเริ่มต้นของโรคก็อาจจะรักษาให้หายขาดได้ 

การตรวจยีนเพื่อวางแผนป้องกันมะเร็งที่เกิดจากกรรมพันธุ์ และการวางแผนชะลอวัยเป็นอีกแนวทาง ที่จะทำให้คนที่รักสุขภาพ สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง ลดความประมาท และรู้เท่าทันถึงจุดเด่น จุดด้อยภายในร่างกายของตัวเอง และคนในครอบครัว ซึ่งแนวทางนี้น่าจะเป็นมาตรฐานใหม่ของการดูแลสุขภาพในอนาคต

การปรับแต่งรูปแบบใบหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัดและการดูแลผิวให้มีสุขภาพดี

ว่าด้วยเรื่องของรูปหน้า โครงหน้าของแต่ละคนที่เกิดมา มีความแตกต่างกันที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นรูปไข่ รูปกลม รูปยาว หรือเหลี่ยม ซึ่งทำให้คนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตนเอง แต่เมื่อค่านิยมของคนในปัจจุบันเปลี่ยนไปค่านิยม “ความสวยงาม” ทำให้หลายคนคิดที่จะหันมาเปลี่ยนแปลงโครงหน้า รูปหน้าให้ดูดีขึ้น และเป็นที่น่าสนใจต่อคนรอบข้างในสังคม โดยแพทย์หญิง มณสิญา พงษ์ชมพร คุณหมอประจำยศการคลินิกที่มากด้วยประสบการณ์และเชี่ยวชาญด้านการปรับเปลี่ยนรูปหน้ามีข้อมูลดีดีและคำแนะนำมาฝากกันค่ะ

1.เริ่มจากการประเมินใบหน้าและโครงหน้า

หากใครที่ต้องการปรับเปลี่ยนรูปหน้า โครงหน้า เบื้องต้นคุณหมอก็จะมีการให้คำแนะนำและประเมิน วัดขนาดใบหน้าก่อน เพื่อให้ดูสมส่วนเข้ากับใบหน้าของแต่ละคน ซึ่งถึงแม้ว่าคนเราจะมีอายุเท่ากัน เพศเดียวกัน เชื้อชาติเดียวกันก็ตาม แต่ปัญหาของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน เช่น ความยาวของแต่ส่วนบนใบหน้าของแต่ละบุคคลนั้นเอง หากใครที่ยังมองภาพไม่ออก คุณหมอแนะนำง่ายๆ เรามาลองมองในกระจกหน้าตรง ให้ใช้มือวัดจากไรผมมาหว่างคิ้ว จากหว่างคิ้วไปปลายจมูก และสุดท้ายจากปลายจมูกมาถึงคางค่ะ( เป็นสัดส่วนที่ควรเท่ากันคือ 1 : 1 : 1 ) ซึ่งอาจมีหลายทฤษฎีในการวัด แต่อันนี้เป็นวิธีที่ง่ายๆที่สุด

2. วิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นกับรูปหน้า

ต่อมาเรามาดูปัญหาที่เกิดขึ้นกับใบหน้าของแต่ละคนที่จะเข้ามาทำการรักษาปรับเปลี่ยนรูปหน้า

  • กรามใหญ่
  • หน้าไม่เท่ากัน
  • ขมับตอบ
  • มีร่องแก้ม
  • มีถุงใต้ตา

3. การรักษาโดยที่ไม่ต้องทำการผ่าตัด

การรักษาปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้ คุณหมอแบ่งการปรับรูปหน้ากับกลุ่มคนที่มีปัญหา ได้ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี และกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป

3.1 สำหรับคนที่มีอายุ ไม่ถึง 30 ปี

แก้ไขโดยแนะนำให้ใช้สารบริสุทธิ์ เพื่อกระชับ ช่วยปรับโครงสร้างรูปหน้าได้

3.2 สำหรับคนที่อายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป

แก้ไขโดยแนะนำให้ใช้ Filler เพื่อเติมเต็มและช่วยสร้างคอลลาเจนบนใบหน้า

4.มาทำความรู้จักกับสิ่งที่นำมาใช้แก้ไขการปรับรูปหน้า

4.1 สารบริสุทธิ์ปรับรูปหน้า

คือ ยาฉีดเพื่อลดริ้วรอยเหี่ยวย่น ซึ่งกลไกในการลดริ้วรอย คือจะช่วยยับยั้งการหลั่งสาร Acetylcholine จากปลายประสาทบริเวณที่เราฉีดยาเข้าไป ซึ่งสารตัวนี้จะทำให้กล้ามเนื้อบีบเกร็งตัว ดังนั้นเมื่อยับยั้งการหลั่งสารนี้ จะส่งผลให้กล้ามเนื้อคลายตัวไม่บีบรัดตัวมาก ซึ่งการบีบรัดตัวที่มากนี้เป็นสาเหตุของริ้วรอยเหี่ยวย่น ดังนั้นสารบริสุทธิ์ จึงสามารถลดริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงสีหน้าและริ้วรอยที่เกิดจากกล้ามเนื้อบีบตัวได้

4.2 ฟิลเลอร์

คือสารที่ใช้สำหรับแก้ปัญหาผิว โดยการฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็มในส่วนที่เป็นริ้วรอยร่องลึกตามจุดต่างๆ บนใบหน้า เป็นสารที่เลียนแบบสารที่มีตามธรรมชาติ ช่วยทำให้ใบหน้าเต่งตึงมีน้ำมีนวล ริ้วรอยร่องลึกที่เคยเป็นจะดูตื้นและนูนขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเติมใยคอลลาเจนที่หายไปให้กลับมาดูอิ่มเอิบ แลดูอ่อนเยาว์กว่าวัยนั่นเอง

5.มาดูคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนรูปหน้าหรือยกกระชับใบหน้า

5.1  Ulthera เป็นเทคโนโลยีที่ใช้เครื่องเลเซอร์ที่มีชื่อว่า Ulthera เพื่อส่งผ่านพลังงานคลื่นเสียงที่มีความถี่สูง โดยเจาะจงไปยังบริเวณเนื้อเยื่อชั้น SMAS (Superfical Muscular Aponeurotic System) เปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน โดยเน้นกระตุ้นที่เซลล์ไฟโบรลาสต์ ให้มีการหดตัวเหมือนกับการเย็บเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อและคอลลาเจนใหม่ ซึ่งเป็นหลักการแบบเดียวกับการดึงหน้า ผิวหน้าจะค่อยๆ ยกกระชับและตึงขึ้น พร้อมกับผิวที่ค่อยๆ เรียบเนียนขึ้นจนดูเป็นธรรมชาติ

5.2 HIFU หรือ High Intensity Focus Ultrasound เป็นการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูง โดยส่งเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อในชั้นผิวหนังระดับลึกถึงชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) ทำให้ผิวหนังในชั้น SMAS หดตัว คล้ายกับการเย็บที่เนื้อ เพื่อทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนหรือสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ซึ่งเป็นการดึงหน้าที่ส่งผลให้ผิวดูยกกระชับและอ่อนเยาว์มากขึ้น ซึ่ง HIFU จะทำงานลักษณะเดียวกับ Ulthera

5.3 Thermage คือ เทคโนโลยีกระชับผิวที่ใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง (Radio Frequency หรือ RF) โดยใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า(Monopolar Capacitive Radiofrequency : CRF) ซึ่งปลอดภัยในการรักษา โดยความร้อนจะลงลึกไปในชั้นผิว จนถึงชั้นไขมันและ Collagen ส่งผลให้ Collagen กลับมามีความยืดหยุ่นพร้อมกระตุ้นให้เกิดการสร้าง Collagen ใหม่ทำให้เกิดความยืดหยุ่นที่มากขึ้น ยกกระชับผิวได้อย่างต่อเนื่อง ลดริ้วรอยที่เกิดขึ้นได้ซึ่งเหมาะกับผู้มีไขมันบริเวณหน้าเยอะและต้องการยกกระชับ

        วันนี้คุณหมอลองมาแนะนำสำหรับใครก็ตามที่ชอบทานอาหาร ทานขนม และน้ำหนักขึ้น ใบหน้ามีการเปลี่ยนแปลงหรือเราเรียกเป็นภาษาบ้านๆว่ามี “เหนียง” นั้นเอง ถ้าเราไม่อยากมีเหนียงเราจะทำอย่างไรดี?? บางครั้งเราอาจจะมองได้ 2 สาเหตุจาก คือ กรรมพันธุ์ และ สาเหตุจากรับประทานอาหารที่มีไขมันเยอะ อายุมากขึ้น น้ำหนักขึ้นก็ทำให้เกิดเหนียงได้ ปัจจุบันคุณหมอแนะนำนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจากคลินิกที่เราได้นำเข้ามาช่วยรักษาให้ลูกค้าหลายคนที่มีไขมันสะสม โดยการใช้ความเย็นสลายไขมันบนใบหน้า เพื่อปรับรูปหน้า และช่วยให้คุณลดจุดที่เป็นเหนียงได้ ใช้เวลาไม่นาน และปลอดภัย โดยความเย็นจะซึมเข้าไป ทำให้ไขมันหดตัว และบริเวณที่เราเลือกทำก็จะมีขนาดเล็กลงนั้นเอง ใครที่ไม่ชอบออกกำลังกายอาจจะต้องเลือกวิธีนี้

        อย่างไรก็ตามทุกอย่างที่กล่าวมา ยังไงก็อย่าลืมเรื่องของวิธีการทางธรรมชาติและการออกกำลังกายทำให้ผิวของเรานั้นแข็งแรง บำรุงดูแลให้เราสวยมีผิวสุขภาพดีขึ้น ส่วนท่านใดที่มีปัญหาเพิ่มเติมอยากปรึกษาทางยศการคลินิกมีช่องทางให้คุณได้เลือกปรึกษา โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายพร้อมแนะนำการบริการในส่วนอื่นๆด้วยค่ะ

สามารถติดตามเราเพิ่มเติมได้ที่

สวัสดีท่านผู้อ่านกันก่อนเลยค่ะ วันนี้ยศการคลินิกมีโอกาสนำข้อมูลดีดีมากฝากให้ทุกท่านได้อ่านกันเหมือนเดิม แต่วันนี้เรามาด้วยเรื่องที่เราคุ้นเคยกันดีและมีประสบการณ์กันมาหลายปี นั้นก็คือเรื่องของการทำศัลยกรรมนั้นเอง วันนี้เราจะมาพูดถึงเทรนด์สุดปัง!!ที่กำลังฮิตที่สุดในปี 2019 นี้ ว่าที่ผ่านมานั้น หนุ่มๆ สาวๆ สุดสวย สุดหล่อทั้งหลายเขาเลือกที่จะทำศัลยกรรมส่วนไหน และทำอะไรกันมากที่สุด ว่าแล้วมาติดตามอ่านกันต่อเลยค่ะ
ปัจจุบันการศัลยกรรมเป็นที่ยอมรับของทั่วโลกและมีประเทศที่โด่งดังและโดดเด่น ในเรื่องทำศัลยกรรมอย่างเห็นได้ชัด เช่น เกาหลี เป็นต้น หลายคนเลือกที่จะใช้บริการและรวมถึงคนไทยด้วยเช่นกัน ผลสำรวจพบว่าการทำศัลยกรรมนั้นมี % เพิ่มขึ้นมากกว่า 5 – 10 % ต่อปีเลยทีเดียว จากตัวเลขทางสถิติของสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยนานาชาติ ( ISAPS ) ในรอบ 12 เดือน พบว่า ปี 2019 นี้ ลำดับ 1 ที่ถือเป็นที่นิยมนั้นคือ “การศัลยกรรมหน้าอก” ซึ่งถือว่ามีคนทำมากที่สุด รองลงมาคือ“การดูดไขมัน” ในส่วนต่างๆและ“การทำตาสองชั้นนั้นเองค่ะ”

เมื่อสักครู่เป็นเพียงข้อมูลที่พบในกลุ่มของผู้หญิง เราลองมาอ่านข้อมูลในส่วนที่เป็นฝั่งผู้ชายกันบ้างค่ะ ว่าเขาเลือกที่จะทำอะไรกันบ้าง สรุปได้ 5 ลำดับต้นๆ ที่เด่นๆคือ ลำดับที่ 1 ได้แก่“การทำศัลยกรรมทำตาสองชั้น” รองลงมาลำดับที่ 2 คือ“การผ่าตัดสำหรับผู้ที่มีปัญหาเต้านมโตหรือมีหน้าอก” ซึ่งผู้ชายหลายคนก็คงอยากที่จะมีหน้าอกที่แน่นแข็งแรงนั้นเอง มาดูลำดับที่ 3 กันบ้างคือ “การทำจมูก”

นั้นเองถือว่าเป็นที่นิยมไม่น้อยเลย และตามด้วยลำดับที่ 4 คือ “การศัลยกรรมดูดไขมันและสลายไขมัน” เพื่อที่จะได้มีรูปร่างฟิตแอนด์เฟิร์ม และสุดท้ายสำหรับเรื่องที่มีปัญหากับคุณผู้ชายหลายคนคือ ลำดับที่ 5 “การปลูกผม” เพื่อให้ดูดีมากขึ้น มีผมดกดำนั้นเองค่ะ

นอกจากข้อมูลของทางสมาคม ISAPS ดังกล่าวแล้ว ยังพบว่า ในประเทศไทย มีผู้นิยมทำศัลยกรรม ทำหน้าอก ดูดไขมัน ทำจมูก ทำตาสองชั้น ติดอับดับ TOP 10 ของโลก และที่พิเศษไปกว่านั้นคือ มีชาวต่างชาติที่เชื่อในฝีมือคุณหมอในเมืองไทยของเราและนิยมเดินทางเข้ามาใช้บริการด้านศัลยกรรมโดยเฉลี่ยถึง 30 % กันเลยทีเดียว

เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ ได้ข้อมูลคร่าวๆที่ทางยศการคลินิกของเราได้แนะนำไปแล้ววันนี้ ก็ลองนำไปตัดสินใจเพื่อพิจารณา สำหรับใครที่กำลังเลือกว่าเราจะทำศัลยกรรมส่วนไหนดี และทำอะไรก่อนหลัง ขอให้ทุกคนสวยไปด้วยกัน แต่ถ้าเลือกได้แล้วว่าเราอยากทำศัลยกรรมอะไร อย่าลืมนึกถึงคลินิกที่ดี มีคุณภาพพร้อมด้วยประสบการณ์การให้บริการมานานกว่า 30 ปี ของยศการคลินิกเพราะที่นี้เครื่องมือทางการแพทย์ได้รับมาตรฐานสากล สะอาดและปลอดภัย มีทีมแพทย์ที่คอยให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาแก่คุณตั้งแต่ก่อนเข้ารับบริการ จนถึงหลังการทำศัลยกรรม ดูแลกันไปยาวๆเหมือนเป็นครอบครัว ถ้าหากสนใจสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ตามช่องทางด้านล่างนี้เลยค่ะ

โทรศัพท์ ☎️: 022538901
เว็บไซต์ 🖥: https://www.yoskarn.co.th/
FACEBOOK : https://m.facebook.com/yoskarn/
สื่อโซเชียล IG : Yoskarn_clinic
เพิ่มเพื่อนกับเราได้แล้ววันนี้ที่ 📲Add Line คลิก : https://line.me/R/ti/p/%40yoskarnclinic

YOSKARN CLINIC เกิดมาเพื่อสวย เราช่วยคุณได้
ขอบคุณเครดิตที่มาจาก : https://www.honestdocs.co/what-is-fat-fat-burning-process และเครดิตภาพจาก : https://pixabay.com/

พบกับบทความดีดีที่ยศการคลินิกนำมาฝากอีกแล้วนะคะ วันนี้จะมาพูดถึงเรื่องของ“ไขมัน”สิ่งที่อยู่ในร่างกายของเรา ซึ่งตอนเด็กๆเราได้เรียนรู้กันมาเสมอว่า ไขมันนั้นช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย แต่พอโตขึ้นมาร่างกายเรานำไขมันไปใช้ทำอะไรกันบ้าง ทำไมการมีไขมันเยอะเกินไปถึงไม่ดี แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อกำจัดหรือสลายไขมันออกจากร่างกายได้บ้างมาติดตามกันเลยค่ะ

ไขมันเกิดขึ้นอย่างไร

ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ คำนี้เราน่าจะได้ยินอยู่บ่อยครั้ง 1 ใน 5 หมู่ที่สำคัญนั้นก็คือ ไขมัน เนื่องจากมีความจำเป็นต่อร่างกายและมีประโยชน์หลายอย่างเพราะให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายและช่วยในการดูดซึมวิตามินบางชนิดในร่างกายด้วย แต่ไขมันที่พอดีกับร่างกายนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ดีไขมันมักจะมาจากอาหารที่เราได้ทานเข้าไปเป็นหลัก เกิดการสะสมในร่างกายเราแล้ว ถ้ามีมากจนเกินไป ทั้งนี้คาร์โบไฮเดรต และ น้ำตาลสามารถเปลี่ยนเป็นไขมันเกาะตามร่างกายสะสมในส่วนต่างๆของร่างกายเรา จุดที่มีไขมันสะสมมากที่สุดทั้งผู้หญิงและผู้ชายคือ หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา ไล่ไปส่วนอื่นๆตามมา หากต้องการกำจัดออกอาจจะต้องทำตามกฎธรรมชาติ นั้นก็คือการ“ออกกำลังกาย”เพื่อให้เกิดการเผาผลาญและเปลี่ยนเจ้าไขมันให้กลายเป็นเหงื่อออกมา แต่หากร่างกายไม่ได้ออกกำลังกาย ร่างกายก็ไม่ได้เผาผลาญไขมันเก่า เมื่อเราทานอาหารเข้าไปอีกก็สะสมเพิ่มไปอีกจนในอนาคตเราจะเกิดภาวะ“อ้วน”บางคนก็ถึงกับเป็นโรคอ้วนได้เลย

ตำแหน่งที่มีไขมันสะสมในร่างกายได้ มีดังนี้

  • ในช่องท้อง
    หากใครที่มีไขมันตรงส่วนนี้ ต้องบอกเลยว่า จัดเป็นส่วนที่ลดยากที่สุด ดังนั้นต้องพยายามอย่าให้ไขมันสะสมจนเรียกว่า อ้วนลงพุง เพราะไขมันที่สะสมในช่องท้องยังสามารถทำให้เป็นโรคหลายชนิดตามมาได้
  • ใต้ผิวหนัง
    ส่วนนี้เองที่เป็นปัญหาของสาวๆ เราเรียกว่า ไขมันส่วนเกิน ทำให้ใส่เสื้อผ้าแล้วไม่สวย ไขมันปลิ้นออกมา ไขมันตามส่วนนี้จะถูกกำจัดและสลายได้ยากเช่นเดียวกันแต่ในปัจจุบันมียาและเทคโนโลยีต่างๆทางการแพทย์ที่ช่วยสลายไขมันนส่วนนี้ได้ เช่น ใช้ความเย็นสลายไขมัน ใช้คลื่นวิทยุสลายไขมัน หรือการดูดไขมัน เป็นต้น ตำแหน่งที่มักจะมีการสะสมของไขมันใต้ผิวหนังซึ่งเป็นปัญหาที่กวนใจเหล่าสาวๆ เช่น ต้นแขน ต้นขา เอว หน้าท้อง เป็นต้น
  • กล้ามเนื้อ
    มักจะพบในผู้ป่วยกลุ่มที่เป็นโรคเบาหวาน หรือ เกี่ยวกับฮอร์โมนอินซูลีนทำงานผิดปกติ หรือ อ้วนมากๆ เป็นต้น

การสลายไขมันในร่างกายเกิดขึ้นได้อย่างไร

เราเรียกกระบวนการสลายไขมันว่า“เมตาบอลิซึม”กระบวนการนี้จะช่วยสลายไขมันโดยเปลี่ยนเป็นพลังงานที่ร่างกายจะนำไปใช้ได้ และนำพลังงานไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายนั้นเอง แต่การที่กระบวนการนี้จะสลายไขมันได้มากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับ3 ประการนี้

  • การทานอาหารในแต่ละวัน
    ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ร่างกายคนเราปกติควรทานอาหารต่างๆให้อยู่ในปริมาณ 1,800-2,000 กิโลแคลอรี่/วัน ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล แต่ถ้าเราทานน้อยเกินไปอาจจะอ่อนเพลียเพราะได้รับสารอาหารน้อยเกินไป ถ้าทานมากไปก็เกิดไขมันสะสมนั้นเอง
  • การทำกิจกรรมในแต่ละวัน
    ในแต่ละวันของเรานั้นต้องเจอกิจกรรมหลายอย่าง กิจกรรมเหล่านี้ทำให้ร่างกายต้องขยับตัวและร่างกายจะดึงพลังงานออกมาใช้พลังงานที่ร่างกายดึงมาใช้ได้แก่ น้ำตาล คาร์โบไฮเดรต และไขมัน กว่าร่างกายจะดึงพลังงานจากไขมันมาใช้ต้องมีการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างน้อง 20-30 นาที ขึ้นไป เช่น วิ่ง,ต่อยมวย,ว่ายน้ำ เป็นต้น
  • อัตราการเผาพลาญของร่างกาย
    ปกติร่างกายคนเราจะมีการเผาผลาญตลอดเวลา ในแต่ละบุคคลอาจจะแตกต่างกันออกไป เช่น เพศชายอาจจะมากกว่าเพศหญิง หรือกลุ่มที่ทานเยอะแต่ไม่อ้วน ทานน้อยเพราะอ้วนง่าย หรือ ในกลุ่มผู้ป่วยเช่น เบาหวาน ไทรอยด์ รวมถึงคนที่มีอายุมากแล้วระบบเผาพลาญของร่างกายก็ทำงานต่ำลง ทำให้อ้วนได้ง่ายค่ะ
    โดยรวมแล้วที่ได้กล่าวมาทั้งหมด อยากให้ทุกคนหันมาดูแลตัวเองด้วยการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเลือกรับประทานตามโภชนาการที่สำคัญ หากใครที่ชอบทานไขมันมากจนคิดว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยก็ต้องคิดที่จะทำการออกกำลังกายด้วยเช่นกัน เพราะการออกกำลังกายถือเป็นวิธีที่ช่วยให้ทำการสลายไขมันที่ง่ายที่สุดและทุกคนสามารถทำได้

วิธีสลายไขมัน โดย…ยศการคลินิก

มาถึงวิธีสลายไขมันของยศการคลินิกของเรากันบ้างแล้วค่ะ ซึ่งหลายคนเมื่ออ่านบทความไปแล้ว อาจจะมีหลากหลายคนที่ไม่มีเวลาในการทำกิจกรรมที่ช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกาย เพราะยุคนี้ สมัยนี้ หนุ่มๆสาวๆ ต้องพบกับช่วงเร่งรีบในชีวิตประจำวันตั้งแต่เช้ายันค่ำ ทำให้หลายคนแทบไม่มีเวลาออกกำลังกายเลย ดังนั้น ยศการคลินิกจึงมีตัวช่วยดีดี ไม่ว่าจะเป็นการใช้คลื่นวิทยุสลายไขมัน การดูดไขมัน และนวัตกรรมใหม่ในการสลายไขมันด้วยความเย็นซึ่งช่วยลดได้เฉพาะไขมันใต้ผิวหนัง ขอย้ำว่า เหมาะมากสำหรับใครที่ไม่ชอบออกกำลังกาย ไม่มีเวลา เพราะนวัตกรรมนี้ ใช้เวลาไม่นาน แค่คุณนอนเล่นโทรศัพท์ พักผ่อนหลับตาไม่ถึง 45 นาที เจ้าไขมันในร่างกายของคุณก็สลายไปแล้วค่ะ ง่ายๆไม่เจ็บ ไม่ปวด แถมเย็นสบาย ปลอดภัยได้มาตรฐานด้วย เน้นส่วนที่สลายไขมันยากที่สุดก็ต้องหน้าท้องค่ะ หลายคนทนเหนื่อยจากการ ซิทอัพ ทั้งปวดคอ ปวดหลัง แถมปวดท้อง ตอนนี้ไม่ต้องทนให้ร่างกายเหนื่อยอีกต่อไปหากใครสนใจสามารถที่จะปรึกษากับทางยศการคลินิกได้ทันที โดยไม่มีค่าใช้จ่ายนะคะ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
คลิก https://www.youtube.com/watch?v=WzCxAGf3BgA&feature=youtu.be
โทรศัพท์ ☎️ : 022538901
เว็บไซต์ 🖥 : https://www.yoskarn.co.th/
FACEBOOK : https://www.facebook.com/yoskarn/
สื่อโซเชียล IG : Yoskarn_clinic
เพิ่มเพื่อนกับเราได้แล้ววันนี้ที่ 📲Add Line คลิก : https://line.me/R/ti/p/%40yoskarnclinic

YOSKARN CLINIC เกิดมาเพื่อสวย เราช่วยคุณได้
เรียบเรียงโดย : ยศการคลินิก
ขอบคุณเครดิตที่มาจาก : https://www.honestdocs.co/what-is-fat-fat-burning-process และเครดิตภาพจาก : https://pixabay.com

หลายคนที่มีอาการผมร่าง หรือผมบางนั้นอาจจะยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดผมร่วงเลยด้วยซ้ำ ก่อนการรักษา ซึ่งบางครั้งรักษาได้บ้าง ไม่ได้บ้าง นั้นเป็นเพราะว่าคุณยังรักษาไม่ถูกจุด หรือพูดง่ายๆคือ ไม่รู้ถึงสาเหตุ และต้นตอของปัญหาจริงๆ ซึ่งในทางกลับกัน หากคุณรู้สาเหตุอาการการเกิดผมร่วงก่อนที่เข้าการรับการรักษา หรือหาวิธีการรักษา คุณเองก็จะสามารถรักษาอาการได้ตรงจุด ประหยัดทั้งเงิน ประหยัดทั้งวลามากยิ่งขึ้น ซึ่งในบทความนี้เราจะพาคุณไปดูถึงสาเหตุของปัญหาผมร่วง ศรีษะล้าน และอาการผมบาง ที่พบบ่อย

เกิดจากการอักเสบของหนังศรีษะ

                เกิดจากการการอักเสบ หรือการระคายเคืองของหนังศรีษะ ในระดับเซลล์ผิวโดยมีอาการคัน แดง เป็นรังแค หนังศรีษะแห้ง หรือแพ้ง่าย ทำให้หนังศรีษะไม่แข็งแรง ส่งผลให้รากผมอ่อนแอ จนส่งผลให้ผมหลุดร่วงไปในที่สุด ซึ่ง

เกิดจากโรคบางชนิด

                อาการผมร่วงนั้น  สามารถเกิดจากโรคบางชนิด ที่เป็นโรคเรื้อยัง ทำให้รากผมไม่แข็งแรง หลุดร่วงง่าย ส่งผลให้ผมร่วงในที่สุด ตัวอย่างโรค ที่ส่งผลให้ผมร่วง เช่น โรคไทยรอยด์ ซิฟิลิส โรคตับ โรคไต เป็นต้น ซึ่งการรักษานั้น ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางในการรักษาโรคดังกล่าว ซึ่งหลังจากหายขาดแล้วรากผมก็จะกลับมาแข็งแรง

เกิดจากการทานยาบางชนิด
                หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าการทานยาบางชนิเก็ส่งผลทำให้เกิดผมร่วงได้ เช่น ยารักษามะเร็ง ยาคุมกำเนิด ยาป้องกันโรคเกาต์เป็นต้น ซึ่งการทานยาบางชนิดข้างต้น จะส่งผลต่ออาการหนังศรีษะล้าน ผมบาง รากผมไม่แข็งงแรง

เกิดจากกรรมพันธุ์ที่สืบทอดกันทางสายเลือด

                หลายคนอาจจะเคยสงสัย ว่าผมร่วงนั้นได้จากพ่อแม่ เป็นไปได้หรือไม่ ซึ่งเราตอบเลยว่าเป็นไปได้ เพราะมีการถ่ายทอดทางพันธุ์กรรม ซึ่งหากพ่อและแม่มีอาการผมร่วงเยอะ ผมบาง หนังศรีษะล้านน้ะน ลูกก็จะมีโอกาสเป็นเช่นเดียวกัน ซึ่งขึ้นกับอีกหลายปัจจัยเช่นกัน

เกิดจากเชื้อรา

อีกหนึ่งสาเหตุที่เกิดอาการผมร่วง หนังศรีษะล้าน คือ การติดเชื้อราบนหนังศรีษาะ ทำให้เกิดอาการผมร่วงเป็นหย่อมๆ หนังศรีษะล้าน เป็นผื่นแดง มีอาการคัน เป็นขุย หรือเป็นรังแค ส่งผลให้เกิดอาการผมร่วง

การรักษาอาการผมร่วง หนังศรีษะบาง หัวล้าน

                การรักษานั้นมีกหลากหลายรูปแบบ และกระบวนการ ซึ่งการเริ่มต้นที่ง่าย และได้รับความนิยมมากที่สุด คือการใช้ยาปลูกผม ในการช่วงบำรุงหนังศรีษาะ และรากผมให้แข็งแรงมากยื่งขึ้น ซึ่งยากปลูกผม นั้นมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งรูปแบบยาใช้ภายนอก สำหรับสระผม หรือจะเป็นยารับประทาน ก็มีให้เลือกกันหลากหลายรูปแบบ ซึ่งขั้นตอนการรักษาด้วย ยากปลูกผมนั้นต้องใช้รักษากันอย่างต่อเนื่อง ในระยะเวลา 6 เดือนขึ้นไป จึงจะเห็นผลถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

สำหรับท่านที่ต้องการรักษาโรค หรืออาการผมร่วง หนังศรีษะล้าน ผมบาง ปรึกษาเรา

                หากคุณต้องการปรึกษา และเข้ารับการรักษาอาการผมร่วงบาง โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเส้นผมและหนังศรีษะ มั่นใจเลือก ยศการ คลีนิก  ปัจจุบันคลินิกของเรามีแพทย์ ที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี คอยแนะนำและดูแลคนไข้ที่ต้องการแก้ปัญหาเรื่องผมหากคุณเป็นผู้สนใจหรือมีญาติสนิทมิตรสหายที่มีปัญหาผมร่วง ผมบาง หรือหัวล้าน สามารถขอคำแนะนำหรือปรึกษาปัญหากับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง

วันนี้! คลินิกของเรามีบริการพิเศษโดยผู้เชี่ยวชาญด้วยการปลูกและดูแลเส้นผมที่ดีที่สุดณ ปัจจุบัน มีคุณภาพได้รับการการันตีจากมาตรฐานสากล ทำให้มีผู้มั่นใจและใช้บริการเรา ได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพนับหมื่นรายแก้ปัญหาผมเสียผมขึ้นยากหรือไม่ขึ้นเลยให้กลับมาเปล่งปลั่งสดใสและมีผมที่หนานุ่มฟูเปรียบดังสมัยวัยรุ่นของคุณอีกครั้ง

ฟิลเลอร์(Filler)คืออะไร

ฟิลเลอร์คือเทคนิคการฉีดเติมเต็มผิวประเภทหนึ่งโดยเติมเต็มผิวด้วยสารไฮยาลูโรนิคแอซิด( Hyaluronic Acid ) หรือเรียกสั้นๆกันว่า HA

ฟิลเลอร์จะช่วยเพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำให้แก่ชั้นใต้ผิวเพื่อเติมเต็มช่องว่างให้กับเซลล์ผิวหนังให้ผิวยืดหยุ่นเพิ่มความเต่งตึงเนียนเรียบปราศจากริ้วรอยให้แก่ผิวจึงมักนิยมใช้ในการเติมเต็มริ้วรอยเเละรอยลึกบนใบหน้าเพื่อให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้นเช่นที่ร่องเเก้มใต้ตาเเละลำคอ

อีกทั้งยังสามารถนำฟิลเลอร์มาช่วยในการแก้ไขและปรับแต่งรูปหน้าได้อีกด้วย เช่นฉีดที่จมูกหรือคาง

การฉีดฟิลเลอร์เป็นเทคนิคที่ปลอดภัยเเละไม่อันตรายสามารถสลายตัวไปได้เองตามธรรมชาติเมื่อฉีดเสร็จเเล้วไม่ต้องพักฟื้น

ทำไมถึงต้องฉีดฟิลเลอร์ ?

การฉีดฟิลเลอร์สามารถเห็นผลการฉีดได้เลยทันทีเเละเป็นธรรมชาติง่ายต่อการรักษาริ้วรอยใช้เวลาในการฉีดเพียงไม่นานไม่ต้องพักฟื้น

การฉีดฟิลเลอร์เข้าไปในชั้นผิวหนังหากได้รับการฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคือการรักษาที่ไม่เป็นอันตรายและปลอดภัยสามารถย่อยสลายไปได้เองตามกระบวนการการทำงานของร่างกาย

ฉีดฟิลเลอร์ได้ที่บริเวณไหนบ้าง?

สามารถฉีดฟิลเลอร์ได้ทุกบริเวณของผิวหน้าส่วนมากนิยมฉีดฟิลเลอร์ที่บริเวณใบหน้าส่วนที่เกิดริ้วรอยร่องลึกเช่นร่องแก้มใต้ตาเพื่อช่วยเติมเต็มเเละยกกระชับผิวหน้าได้อีกด้วยเเละฟิลเลอร์ยังนิยมใช้ในการปรับรูปหน้าเช่นฉีดที่คางปากจมูกหน้าผาก

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์

  1. ไม่ต้องพักฟื้น ใช้เวลาไม่นานฉีดเสร็จเเล้วกลับบ้านได้เลย
  2. ผลลัพธ์สวยเป็นธรรมชาติ
  3. ไม่มีแผล ไม่มีรอยแผลเป็น
  4. ไม่ต้องวางยาสลบ
  5. ตรงจุดเเละหวังผลได้เเม่นยำ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ยศการคลินิกทุกสาขาหรือ line@:@yoskarnclinicหรือคลิกhttps://line.me/R/ti/p/%40yoskarnclinic
สำนักงานใหญ่สาขาราชดำริ: 02-2538901

HIFU คืออะไร

HIFU หรือ High Intensity Focus Ultrasound เป็นการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูง โดยส่งเข้าไปที่เนื้อเยื่อในชั้นผิวหนังระดับลึกถึงชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System)

ผิวหนังในชั้น SMAS เป็นผิวหนังชั้นที่ลึกที่สุด เเละเป็นชั้นผิวหนังเดียวกับที่ใช้ในเวลาทำศัลยกรรม เมื่อปล่อยคลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูงลงไปจะทำให้ผิวหนังในชั้น SMAS หดตัว เพื่อทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนหรือสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่

HIFU เหมาะกับใครบ้าง

HIFU คือการกระชับใบหน้าที่ส่งผลให้ผิวดูยกกระชับและอ่อนเยาว์มากขึ้น จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 25 – 35 ปี ซึ่งมีปัญหาหนังตาตก ผิวหน้าหย่อนคล้อยหรือมีริ้วรอย และผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวยอย่างเป็นธรรมชาติเเละไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด เช่นการยกกระชับใบหน้าหรือยกแนวคิ้วให้ขึ้น ลดเหนียงใต้คางหรือลดคางสองชั้น

ข้อดีของการทำ HIFU

  1. เจ็บน้อยเเละไม่ต้องพักฟื้น
  2. ใช้เวลาไม่นานในการทำแต่ละครั้ง
  3. เห็นผลทันทีหลังทำ เเละจะเห็นผลมากขึ้นเรื่อยๆ ใน 3-6 เดือน
  4. ราคาเบาๆ

ผลลัพธ์การรักษา

เห็นผลทันทีหลังทำเเละ เนื้อเยื่อจะเกิดขึ้นใหม่จะค่อยๆ เห็นผลมากขึ้นเรื่อยๆ ผิวจะมีความเรียบเนียนขึ้นใน 3-6 เดือน เมื่อทำแล้วจะคงสภาพอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน – 1 ปี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ยศการคลินิกทุกสาขา หรือ line@: @yoskarnclinic หรือคลิก https://line.me/R/ti/p/%40yoskarnclinic
สำนักงานใหญ่ สาขาราชดำริ: 02-2538901

ฟิลเลอร์(Filler)คืออะไร

ฟิลเลอร์คือเทคนิคการฉีดเติมเต็มผิวประเภทหนึ่งโดยเติมเต็มผิวด้วยสารไฮยาลูโรนิคแอซิด( Hyaluronic Acid ) หรือเรียกสั้นๆกันว่า HA

ฟิลเลอร์จะช่วยเพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำให้แก่ชั้นใต้ผิวเพื่อเติมเต็มช่องว่างให้กับเซลล์ผิวหนังให้ผิวยืดหยุ่นเพิ่มความเต่งตึงเนียนเรียบปราศจากริ้วรอยให้แก่ผิวจึงมักนิยมใช้ในการเติมเต็มริ้วรอยเเละรอยลึกบนใบหน้าเพื่อให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้นเช่นที่ร่องเเก้มใต้ตาเเละลำคอ

อีกทั้งยังสามารถนำฟิลเลอร์มาช่วยในการแก้ไขและปรับแต่งรูปหน้าได้อีกด้วย เช่นฉีดที่จมูกหรือคาง

การฉีดฟิลเลอร์เป็นเทคนิคที่ปลอดภัยเเละไม่อันตรายสามารถสลายตัวไปได้เองตามธรรมชาติเมื่อฉีดเสร็จเเล้วไม่ต้องพักฟื้น

ฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐานจะอยู่ได้นานแค่ไหน?

มาถึงคำถามยอดนิยมว่าฉีดฟิลเลอร์แล้วจะอยู่ได้นานเเค่ไหนปกติแล้วฟิลเลอร์ที่ผ่านมาตรฐานอย. ในปัจจุบันจะสามารถอยู่ได้ 1 ปี , 1 ปีครึ่งและไม่เกิน 2 ปีขึ้นอยู่กับแต่ละบริเวณ , ชนิดของฟิลเลอร์รวมถึงการดูแลตนเองหลังทำ

เมื่อหมดระยะเวลาของฟิลเลอร์ฟิลเลอร์จะสามารถสลายตัวได้เองจนไม่เหลือตกค้าง 100% จึงไม่ก่อให้เกิดการเคลื่อนที่เเละหย่อนคล้อยต่อผิวหนัง

ใช้เวลาทำนานไหม?

การฉีกฟิลเลิร์ใช้เวลาประมาณ10 – 30 นาทีขึ้นอยู่กับจำนวนเเละตำแหน่งแต่ละบริเวณที่ทำ

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์

  1. ไม่ต้องพักฟื้น ใช้เวลาไม่นานฉีดเสร็จเเล้วกลับบ้านได้เลย
  2. ผลลัพธ์สวยเป็นธรรมชาติ
  3. ไม่มีแผล ไม่มีรอยแผลเป็น
  4. ไม่ต้องวางยาสลบ
  5. ตรงจุดเเละหวังผลได้เเม่นยำ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ยศการคลินิกทุกสาขาหรือ line@:@yoskarnclinicหรือคลิกhttps://line.me/R/ti/p/%40yoskarnclinic
สำนักงานใหญ่สาขาราชดำริ: 02-2538901