Filler

ด้วยวิทยาการที่ก้าวล้ำด้านความงาม สามารถเนรมิตรให้คุณสวยได้ในชั่วพริบตา ไม่ว่าคุณจะมีปัญหาบนใบหน้า อาทิ จมูกแบน คางสั้น ร่องแก้มลึก มีริ้วรอยบนใบหน้า ก็ไม่ใช่ปัญหาหนักใจอีกต่อไป มาเติมเต็มความสวย แก้ไขจุดบกพร่องบนใบหน้าในเวลาอันรวดเร็วด้วยการฉีด Filler  (ฟิลเลอร์) หรือสารเติมเต็ม เพื่อกลบสารพัดปัญหาบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี และยังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน

ประเภทของ Filler และประสิทธิภาพการทำงานของ Filler

ในปัจจุบัน Filler หรือสารเติมเต็ม สามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภท คือ

  1. สารเติมเต็มแบบชั่วคราว (Temporary Filler) เช่น สารไฮยาลูโรนิค แอซิด  (Hyaluronic Acid ) ที่ผลิตจากสารสกัดธรรมชาติ เมื่อฉีดเข้าบริเวณที่ต้องการแก้ไขแล้วจะคงอยู่ได้ประมาณ 6 เดือนจนถึงประมาณปีครึ่ง แล้วแต่ชนิดของ Filler จัดว่ามีความปลอดภัยสูงและสลายตัวได้เองตามธรรมชาติ
  2. ชนิดที่สองเราจะเรียกว่า แบบกึ่งถาวร (Semi Permanent Filler) แบบนี้จะมีอายุยาวกว่าแบบแรก สามารถอยู่ได้นานประมาณ 2 ปี มีความปลอดภัยในระดับปานกลาง
  3. ชนิดสุดท้าย แบบถาวร (Permanent Filler) จะเป็นสารเติมเต็มจำพวก ซิลิโคน หรือ พาราฟิน หลังฉีดไปแล้วจะสามารถอยู่ในผิวไปได้ตลอดไม่สลายไปตามธรรมชาติแต่ก็จะมีผลข้างเคียงในระยะยาว อีกทั้งไม่แนะนำให้ฉีดสารชนิดนี้ด้วยเช่นกัน

ประสิทธิภาพการทำงานของ Filler

สำหรับ Filler หรือสารเติมเต็มที่กล่าวถึงนี้ คือ สารฮายาลูโรนิค แอซิด (Hyaluronic Acid ) ซึ่งมีประสิทธิภาพในด้านความงาม ดังนี้

  • ฉีดเพื่อการเติมเต็มหรือเสริมในชั้นผิวหนังหรือใต้ผิวหนัง สามารถช่วยในการกักเก็บน้ำให้แก่ชั้นใต้ผิวในจุดที่ต้องการได้รับการแก้ไข เพื่อเติมเต็มช่องว่างให้กับเซลล์ผิวหนัง ให้ผิวยืดหยุ่น เพิ่มความเต่งตึงเนียนเรียบปราศจากริ้วรอยให้แก่ผิว
  • ฉีดในส่วนที่เป็นริ้วรอยร่องลึกที่เกิดขึ้นตามจุดต่างๆ บนใบหน้าให้แลดูตื้นขึ้น และเป็นการเติมใยคอลลาเจนที่หายไปให้กลับมาดูอิ่มเอิบ ส่งผลให้ใบหน้าแลดูอ่อนเยาว์กว่าวัยได้อย่างชัดเจน
  • สามารถนำ Filler มาช่วยในการแก้ไขและปรับแต่งรูปหน้าให้สวยดูดียิ่งขึ้น เช่น ฉีดเพื่อเติมเต็มริมฝีปาก ฉีดบริเวณคางเพื่อปรับรูปหน้าให้ยาวเรียวขึ้น หรือ ฉีด Filler ร่องแก้มให้ตื้นขึ้น และในบางรายที่เมื่อเริ่มมีอายุมากขึ้นทำให้แก้มดูตอบลงหรือกระดูกยุบตัวลงก็สามารถใช้ Filler ในการแก้ปัญหาเหล่านี้ได้เช่นกัน หรือแม้กระทั่งนำมาใช้ในการบำรุงผิวให้กลับกระชับเปล่งปลั่ง ในบริเวณใบหน้า ลำคอ หลังมือ ก็นิยมทำกันไม่น้อย
  • การฉีด Filler จะใช้เวลาประมาณ 15 – 30 นาที เมื่ออยู่ในตำแหน่งที่ต้องการแก้ไขแล้วจะเห็นผลทันที และจะยิ่งเห็นผลชัดที่สุดในวันที่ 5 โดยสามารถให้ผลลัพธ์ได้นานถึง 6 เดือนจนถึงปีครึ่ง หรือขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน

เลือก Filler อย่างไรจึงจะปลอดภัย

  1. ควรทราบข้อมูลเกี่ยวกับ Filler อยู่บ้างแล้ว ทั้งเรื่องของ ลักษณะกล่อง รวมถึงบริษัทผู้ผลิต
  2. สามารถขอดูผลิตภัณฑ์ Filler ที่แพทย์ใช้ฉีดได้ และต้องเป็น สารไฮยาลูโรนิค แอสิด เท่านั้น ฉลากจะต้องตรงกับกล่องอย่างครบถ้วน  หากคุณได้รับการฉีด Filler ที่เป็นสารไฮยาลูโรนิค แอสิด ของแท้ สารนี้จะสามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ จึงไม่ส่งผลอันตรายใดๆ ต่อผิวหนังของคุณ
  3. ของแท้จะต้องมี Serial Number  Ref. และ Lot.อยู่ข้างกล่อง สถานพยาบาลจะนำสติ๊กเกอร์ Serial Number นี้แปะไว้ที่ OPD ของคนไข้ จะสามารถตรวจสอบถึงผู้ผลิตได้
  4. เลือกสถานให้บริการที่มีมาตรฐาน สะอาด ไว้วางใจได้
  5. เลือกฉีด Filler กับแพทย์ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเท่านั้น โดยสามารถขอดูผลงานที่ผ่านๆ มาของแพทย์ท่านนั้นได้

แต่ถ้าหากมีการใช้สารอื่นแทนการใช้สารไฮยาลูโรนิค ก็อาจจะเกิดผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดก็เป็นได้ ปัญหาเหล่านี้มักเกิดจากการใช้บริการหมอกระเป๋า ซึ่งอันตรายที่เกิดขึ้นจากสารตัวอื่น เช่น สารสังเคราะห์จะยึดเกาะกับเนื้อเยื่อของเรา มีความแข็ง และส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อเชื้อต่างๆ รวมถึงเนื้อเยื่อจะถูกทำลายไปด้วย  บางรายต้องทำการผ่าตัดออก ซึ่งสารเหล่านี้เมื่อยึดเกาะกับเนื้อเยื่อของเราแล้วจะเอาออกค่อนข้างลำบาก หรือไม่สามารถแก้ไขได้ไปตลอดชีวิต

ยศการ คลินิก สั่งสมประสบการณ์ด้านดูแลความงามมากกว่า 30 ปี

ยศการ คลินิก เราคือผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม ด้วยประสบการณ์ที่มอบให้แก่ลูกค้ามาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี จึงทำให้เรามีทีมแพทย์และทีมงานที่มีความรู้ ความชำนาญ และนวัตกรรมเครื่องมือเพื่อดูแลความงามที่ทันสมัย พร้อมคัดสรรผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ และพร้อมมอบประสบการณ์ความงามที่สร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ด้วยทีมแพทย์มากประสบการณ์ นำโดย ศ.นพ.สมยศ คุณจักร นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย ด้วยปรัชญาของ ยศการ คลินิก ที่มอบการบริการที่เป็นเลิศเพื่อความพอใจสูงสุดของลูกค้า คือ สิ่งที่ทำให้ ยศการ คลินิก เป็นอันดับต้นๆ ของศูนย์ศัลยกรรม ผิวพรรณ สัดส่วน เลเซอร์ และเวชศาสตร์ชะลอวัย เพื่อความงามของเมืองไทย มาจนถึงทุกวันนี้ 

ข้อดีของ Filler ที่คนทั่วไปนิยมฉีด

  1. เป็นกรรมวิธีชะลอวัยที่สวยทันใจ ทำได้ง่าย ไม่ต้องเตรียมตัวใดๆ มาก่อน และฉีดเสร็จก็สามารถเดินทางกลับบ้านได้เลย
  2. เป็นวิธีที่ปลอดภัยและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เนื่องจาก Filler ที่ได้รับการรับรองจาก อย. จะมีความปลอดภัย ส่วนใหญ่มักไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ และไม่มีปัญหาในเรื่องของสารตกค้างในร่างกาย ซึ่งสามารถสลายไปเองได้ตามธรรมชาติ
  3. ช่วยลดริ้วรอยและรอยย่นตามผิวหน้า เช่น ร่องแก้ม รอยย่นหางตา และบริเวณหน้าผาก
  4. สามารถใช้เติมริมฝีปากให้อวบอิ่ม เติมแก้มตอบให้ดูเต็ม
  5. สามารถใช้ฉีดเติมแผลเป็นชนิดบุ๋มให้ดูตื้นขึ้น
  6. สามารถใช้เติมบริเวณคางให้ยาวขึ้น ทำให้ใบหน้าดูเรียวสวยขึ้น

การฉีด Filler เหมาะกับใคร

  1. ผู้ที่อยากปรับโครงหน้าให้สวยได้รูป ฉีด Filler เสริมคาง สำหรับคนที่ต้องการให้คางแหลมหรือทำให้ใบหน้าเรียว การฉีด Filler สามารถทำให้คางยาวขึ้นและทำให้ใบหน้าเรียวขึ้นได้
  2. อยากเติมเต็มริมฝีปากให้อวบอิ่มดูเย้ายวน
  3. อยากมีผิวอ่อนเยาว์ สุขภาพดี ไม่หย่อนคล้อย สำหรับสาวๆ และหนุ่มที่มีอายุมากขึ้น  การฉีด Filler เพื่อลบริ้วรอย หน้าผาก ใต้ตา หรือแผลเป็นลึก
  4. อยากเสริมโหงวเฮ้งให้เฮงๆ รับทรัพย์ การฉีด Filler ยังได้รับความนิยมในการทำเสริมจมูก ก่อนฉีดควรปรึกษาแพทย์ผู้ฉีดก่อนเพื่อให้เข้าใจตรงกัน
  5. สำหรับคนที่ร่องแก้มลึกมากๆ ไม่สามารถที่จะใช้ครีมใดๆ เพื่อลบร่องแก้มลึกนี้ไปได้ การฉีด Filler จะให้ผลที่ดีที่สุดและใช้เวลาน้อยที่สุด สามารถเห็นผลลัพธ์หลังการทำได้ทันที

ฉีด Filler บริเวณไหนได้บ้าง

สามารถฉีดฟิลเลอร์ได้ทุกบริเวณของผิวที่เกิดข้อบกพร่องเรื่องริ้วรอย ร่องลึก รวมถึงการปรับรูปหน้าได้ เช่น

  • เติมเต็มริ้วรอยใต้ตา
  • เติมเต็มหลุมแผลเป็น
  • เติมเนื้อแก้ม
  • เติมหน้าผาก หรือขมับ
  • ปรับรูปหน้า
  • เติมริมฝีปากอวบอิ่ม
  • ตกแต่งผิวใต้ตาแบบ

หลังฉีด Filler แล้วอยู่ได้นานแค่ไหน

            โดยปกติแล้วการฉีดฟิลเลอร์เมื่อฉีดเข้าไปจะไม่อยู่ถาวร ซึ่งสารฮายาลูโรนิค แอซิด (Hyaluronic Acid) ชนิดนี้จะย่อยสลายได้เองตามกระบวนการทางธรรมชาติของร่างกาย โดยส่วนใหญ่แล้วหากฉีด Filler ที่ได้มาตรฐานครั้งหนึ่งจะอยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน

            แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ถ้าหากเป็นฟิลเลอร์ปลอมที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น ซิลิโคนเหลว หรือพาราฟิน สารเหล่านี้จะไม่สามารถย่อยสลายไปได้เอง ซึ่งหากฉีดเข้าไปหลายๆ ครั้ง เมื่อหมดอายุแล้วจะทำให้ไหลไปกองรวมกันเป็นพังผืด ซึ่งไม่สามารถฉีดให้สลายไปได้ การจะเอาออกต้องขูดออกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

จริงหรือไม่ หากเข้าใกล้ความร้อนจะทำให้ Filler ละลาย

หลายคนสงสัยว่า เมื่อฉีด Filler แล้วควรอยู่ให้ห่างจากความร้อนทุกชนิดจริงหรือไม่ เพราะความร้อนจะส่งผลให้  Filler ที่ฉีดมาละลายหายไป

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ขึ้นอยู่กับแต่ละบริเวณที่ทำ และบริเวณนั้นได้รับการสัมผัสกับความร้อนโดยตรง เช่น ผู้ที่เคยฉีด Filler ปรับรูปปาก และชอบทานของร้อนเป็นประจำก็จะมีส่วนที่ทำให้ Filler นั้น สลายไปได้เร็วกว่าอายุของฟิลเลอร์จริง

แต่ส่วนใหญ่แล้วจุดอื่นๆ ของร่างกาย จะไม่มีส่วนไหนที่ได้รับสัมผัสกับความร้อนโดยตรง ยกเว้น บริเวณปาก ดังนั้น ในเรื่องของความร้อนจึงไม่ใช่ประเด็นของการละลาย Filler

ก่อนฉีด Filler ควรคำนึงถึงอะไรบ้าง

  1. ผู้ที่จะเข้ารับการฉีด Filler ควรมีสุขภาพแข็งแรง ไม่สูบบุหรี่ และมีวุฒิภาวะพอที่จะเข้าใจถึงผลลัพธ์ที่อาจไม่เป็นตามปรารถนา รวมถึงความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมา
  2. ก่อนตัดสินใจฉีด Filler ควรสำรวจตัวเองก่อนว่ามีโรคประจำตัว เป็นผู้ที่มีประวัติเป็นภูมิแพ้อย่างรุนแรง (Anaphylaxis) เป็นผู้ที่มีปัญหาเลือดออกง่าย เป็นผู้มีประวัติแพ้ยาชา หรือทานยาละลายลิ่มเลือดมาก่อนหรือเปล่า เช่น ยาแอสไพริน ยาคูมา ฯลฯ
  3. สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการเติม Filler
  4. ควรเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง  ทั้งนี้ ใช่ว่าคนไข้จะสามารถฉีด Filler ชนิดใดก็ได้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจะต้องประเมินถึงความเหมาะสมของชนิด Filler ที่ควรนำมาใช้ เพื่อประสิทธิภาพของการรักษาและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนให้น้อยที่สุด
  5. สำหรับความเหมาะสมของการใช้ Filler แต่ละชนิด องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้ฉีด Filler  ชนิดชั่วคราวที่ดูดซึมได้เพื่อการลดรอยเหี่ยวย่น และรอยพับของผิวที่รุนแรง โดยสามารถฉีดเติมริมฝีปาก เติมแก้ม และแก้ไขมือที่เหี่ยวย่นในคนไข้อายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป บางชนิดอาจนำมาใช้รักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาไขมันบนใบหน้ากระจายตัวผิดปกติอย่างผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีได้เช่นกัน
  6. มีข้อห้ามไม่ให้นำการฉีด Filler นี้มาใช้ในการเสริมหน้าอก เสริมสะโพก แต่งรูปเท้าให้เต็ม หรือฉีดเข้ากระดูก เอ็นกล้ามเนื้อ หรือกล้ามเนื้อเด็ดขาด และต้องได้รับการฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เนื่องจากการฉีดผิดตำแหน่งจะเกิดอันตรายสาร Filler อาจเข้าไปยังเส้นเลือดจนหลอดเลือดเกิดการอุดตัน จนเนื้อบริเวณนั้นตายหรืออาจถึงขั้นทำให้ตาบอดได้
  7. พึงระวังผู้ที่ลักลอบรับฉีดแบบผิดกฎหมาย บางรายยังอาจนำ Filler ปลอมมาใช้ ซึ่งถือเป็นข้อห้ามและมีอันตรายมาก

วิธีดูแลตัวเองหลังฉีด Filler

  • ใน 12 ชั่วโมงแรก อย่าแต่งหน้าหรือใช้ครีมบำรุงผิวทันทีหลังฉีด หากฉีดที่ริมฝีปาก ให้งดการใช้หลอดดูด งดสูบบุหรี่ และอย่าทาลิปสติกทันทีรวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางและครีมบำรุงผิว
  • ไม่ควรจับ ลูบคลำ นวด คลึง หรือปั้นให้เป็นรูปร่างเองในบริเวณนั้น เพราะอาจส่งผลต่อการเคลื่อนตำแหน่งของตัวยาไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ต้องการได้
  • งดการออกกำลังกายหนักๆ หรือกิจกรรมที่ทำให้Œเหงื่อออกมาก รวมถึงการสัมผัสโดนความร้อน เช่น ซาวน่‹า การออกแดดจัดอาจทำให้Œการฉีด ไม‹ได้Œผลดีเท‹าที่ควรและทำให้ Filler เสื่อมสภาพเร็วขึ้น
  • ควรดื่มน้ำให้มากๆ โดยเฉพาะในช่วง 4 วันแรกหลังการฉีด ควรดื่มน้ำให้ได้ปริมาณ 2 ลิตรต่อวัน หรือประมาณวันละ 8-10 แก้ว เพราะ Filler เป็นสารอุ้มน้ำ  น้ำจะเข้าไปเติมเต็ม Filler ที่ฉีดเข้าไป และน้ำจะไปจับกับโมเลกุลของ Filler ที่ฉีดส่งผลให้อยู่ได้นานขึ้น ทำให้การเติม Filler ดูเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ช่วยให้เราได้รูปหน้าที่สวยงามอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยยืดอายุการฉีด Filler ได้หลังจาก 48 ชั่วโมง อาจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เวชสำอางที่มี Hyaluronic Acid โมเลกุลขนาดเล็ก ที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าปลอดภัยและช่วยยืดประสิทธิภาพของ Filler ได้นานขึ้นด้วย
  • การฉีด Filler จะอยู่ได้นานที่สุดไม่เกิน 1.5 ปี และจะได้ผลดีมากขึ้นหากทำ ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคุณด้วย โดยเฉพาะ อย่าลืมดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอ เพื่อผลที่ดีขึ้นแต่หากอาการบวมแดงเป็นอยู่ นานเกิน 3 วัน ควรรีบปรึกษาแพทย์จะดีที่สุด
  • เมื่อผ่านไป 1 สัปดาห์ สามารถทำ Treatment อื่นๆ ได้ตามปกติ (ยกเว้น Laser, Rf และ Ionto ต้องรอ 2 สัปดาห์)

ตัวอย่างผลของการฉีด Filler