แก้คาง 2 ชั้น

ปัญหาคาง 2 ชั้น เกิดจากไขมันที่สะสมอยู่บริเวณใต้คางซึ่งมีลักษณะคล้ายคางหมู หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ไขมันใต้คาง” หรือ “คาง 2 ชั้น” ซึ่งโดยมากแล้วมักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการที่คุณสาวๆ ละเลยปล่อยตัวเอง ไม่ควบคุมอาหารการกิน ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ทำให้มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น จนทำให้เกิดไขมันไปสะสมอยู่บริเวณใต้คาง ทำให้มีเหนียงใต้คางเป็นชั้นๆ สร้างความหนักใจให้สาวๆ ได้ไม่น้อยเลย…

มาดูปัญหาหนักใจของคนมีคาง 2 ชั้น

  • ทำให้ใบหน้าดูอ้วนกลม สิ่งที่น่าหนักใจสำหรับสาวๆ ที่มีคาง 2 ชั้น คือ ถึงจะแต่งหน้าให้สวยยังไงก็ปิดไม่มิด ที่ยิ่งไปกว่านั้น ในสาวบางคนที่ไม่ได้อ้วนแต่กลับมีก้อนไขมันสะสมอยู่ใต้คางมองเผินๆ ทำให้ดูเหมือนคนอ้วน ส่งผลต่อความรู้สึกของสาวๆ ที่มีคาง 2 ชั้น ให้รู้สึกเสียเซลฟ์เบาๆ
  • ถ่ายรูปเซลฟี่ไม่สวยมุมไหนก็ไม่สวย! ไม่ว่าจะหันกล้องเซลฟี่ไปมุมไหน ซ้าย-ขวา โดยเฉพาะมุมเสยถ่ายยังไงใบหน้าก็ไม่สวยเพราะมีเจ้าก้อนเหนียงโผล่มาร่วมเฟรมด้วย (เห็นทีไรก็ช้ำใจ) ทำได้แค่เงยหน้าเชยคางเบาๆ

ผอม… แต่ทำไมมีคาง 2 ชั้น?

  1. คางสั้น ซึ่งเป็นปัญหาหลักของคนไทยเลยก็ว่าได้ พอคางสั้นจึงทำให้เนื้อเยื่อและผิวใต้คางขาดการ ค้ำยัน และกลายเป็นคาง 2 ชั้น โดยปกติมักจะเกิดเป็นคางสองชั้นตั้งแต่อายุยังน้อย และจะไม่ดีขึ้นแม้จะเป็นคนผอมก็ตาม
  2. ความหย่อนคล้อย เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดคางสองชั้น ซึ่งคางสองชั้นชนิดนี้มักจะเป็นเมื่ออายุมากขึ้น โดยสัมพันธ์กับพันธุกรรม อายุ และแสงแดด ที่ทำให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่นส่งผลให้คางที่เคยตึงกระชับกลับหย่อนคล้อยเพิ่มเป็น 2 ชั้นได้
  3. ไขมันสะสมใต้คาง  เป็นปัญหาที่พบได้ในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน แต่คาง 2 ชั้นหรือเหนียงจะดีขึ้นเมื่อผอมลง
  4. กินอาหารที่มีโซเดียมสูง สาว ๆ รู้ไหมว่ากินอาหารที่มีรสเค็มมีโอกาสทำให้หน้าบวม เป็นเพราะเราได้รับโซเดียมในอาหารรสเค็มมากเกินไป อาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น ซีอิ๊วขาว น้ำปลา ซอสมะเขือเทศ กุ้งแห้ง ปลาสลิดตากแห้ง มันฝรั่งอบกรอบ ปลาเส้น ซาลาเปา มาม่า เค้ก ขนมปัง เป็นต้น เป็นผลทำให้ร่างกายปรับสมดุลโดยกักเก็บน้ำอัตโนมัติเพื่อขับโซเดียมส่วนเกินออกทางไต ยิ่งไปกว่านั้นคือเราสามารถเกิดอาการบวมน้ำได้มากถึง 2 กิโลกรัม ในชั่วข้ามคืม ซึ่งอาการนั้นเรียกว่า “บวมน้ำ​” จะทำให้เรารู้สึกอึดอัด น้ำหนักขึ้น บวมทั้งหน้า บวมทั้งตัว ถ้าจะให้ดีควรเลี่ยงอาหารรสเค็มทุกชนิด หรือกินแต่น้อยก็พอแล้ว
  5. ติดของหวาน ข้อนี้คงจะยากสำหรับสายของหวาน ทั้งชาไข่มุก บิงซู ฮันนี่โทสต์ และอีกมากมายที่น่ากินมาก แล้วร้านขนมก็ชอบพากันออกเมนูใหม่ๆ มา แล้วใครจะอดใจไหว… แต่ต้องอดใจให้ได้นะ เพราะของหวานพวกนี้กินเข้าไปแล้วมันจะไปสะสมเป็นไขมัน เพราะมันไม่ได้มีแค่คางย้อย 2 ชั้นเท่านั้น แต่พุงก็จะมีห่วงยางไปด้วย อีกอย่างนึงคือทานของหวานเยอะๆ เราก็จะแก่เร็วด้วยนะ เพราะน้ำตาลจะเข้าไปทำลายเส้นใยในคอลลาเจน ทำให้ผิวเหี่ยวลงด้วย
  6. ไม่ยอมทานผัก สำหรับคนที่ไม่กินผักเลย ลองสังเกตตัวเองในกระจกดูว่า ใบหน้าจะบวมมีเหนียงเยอะมาก ดังนั้น ควรจะทานผักเยอะๆ เพราะร่างกายเราต้องใช้วิตามินในผักเพื่อช่วยระบบเผาผลาญให้ทำงานได้ดีขึ้น ที่สำคัญควรเลือกทานผักที่มีสารเบต้าแคโรทีน และวิตามินเอ พวกผักผลไม้ใบสีเหลืองและสีส้ม เช่น มันหวาน ผักตำลึง แครอท ฟักทอง พริกหวาน ผักกาดหวาน ผักปวยเล้ง มะระ ผักบุ้ง ผักคะน้า เป็นต้น เพราะวิตามินและแร่ธาตุ 2 ชนิดนี้จะไปฟื้นฟูสภาพผิวหนังและเซลล์ให้ตึงกระชับ ไม่หย่อยคล้อย และดูอ่อนกว่าวัยด้วยอีกด้วย เพราะฉะนั้นควรรีบหาผักมาทานกันเยอะๆ
  7. สายดื่ม สำหรับสายดื่ม สาย Party ทั้งหลายโปรดทราบ… การดื่มหนักมากๆ อาจส่งผลให้เหนียงโผล่กลายเป็นคนมีคาง 2 ชั้นได้ เพราะการดื่มแอลกอฮอล์จะไปลดการทำงานของระบบเผาผลาญ พอร่างกายเผาผลาญได้น้อย ไขมันก็จะสะสม แถมทำให้ร่างกายขาดน้ำอีกด้วย พอร่างกายขาดน้ำก็ตามเสต็ปเดิมเลย คือจะกักน้ำไว้ทำให้เราเกิดการ “บวมน้ำ” ทีนี้ทั้งหน้าและตัวก็บวมไปหมด ยิ่งถ้าเป็นเบียร์นี่หนักเลย ทางที่ดีก็ดื่มแค่พอประมาณ หรือดื่มเฉพาะเทศกาลสำคัญๆ ก็พอแล้ว
  8. ชอบทานตอนดึกๆ สาว ๆ คนไหนที่ชอบหาอะไรกินตอนดึกๆ แล้วไม่ยอมนอน ต้องระวังเอาไว้เลย เพราะพฤติกรรมนี้มีความเสี่ยงสูงที่คางจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 ชั้นได้ เมื่อเรากินอาหารไปตอนดึกๆ แต่ช่วงเวลานี้ไม่ใช่เวลาของระบบย่อยอาหารทำงาน อาหารที่กินเข้าไปจะไม่สามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้ แล้วอาหารเหล่านั้นจะมาสะสมอยู่ตามหน้าและร่างกาย จนเกิดเป็นเหนียงน้อยๆ ขึ้นมา เพราะฉะนั้นต้องงดกินมื้อดึกแบบเด็ดขาด! ถ้าไม่อยากให้มีคาง 2 ชั้น

แก้คาง 2 ชั้น แบบไม่เจ็บตัวและเห็นผลลัพธ์น่าพึงพอใจที่ยศการ คลินิก

สำหรับสาวๆ ที่ทำสารพัดวิธีเพื่อแก้ปัญหาคาง 2 ชั้นด้วยตัวเองแต่ไม่ได้ผล เห็นทีคงต้องพึ่งทางลัดที่สะดวก ปลอดภัย และสามารถแก้คาง 2 ชั้นแบบเห็นผลเร็วทันใจได้ที่ ยศการ คลินิก เพราะทางคลินิกเรามีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรทีมแพทย์และทีมงานมืออาชีพ และนวัตกรรมที่ทันสมัยมีความปลอดภัยสูง สามารถแก้คาง 2 ชั้น ที่เป็นปัญหาหนักใจของคุณได้ด้วยหลากหลายเทคนิค โดยมีทีมแพทย์เฉพาะทางมากประการณ์จะประเมินการรักษาให้เหมาะสมกับอาการของคนไข้แต่ละราย

แก้คาง 2 ชั้น ด้วยนวัตกรรม Ulthera 

Ulthera เป็นเทคโนโลยีที่คลื่นเสียงความถี่สูง ที่มีความเฉพาะเจาะจง มาใช้ในการยกกระชับผิว ลดริ้วรอย โดยการส่งผ่านพลังงานขนาดเล็กไปยังเนื้อเยื่อชั้นกล้ามเนื้อชั้น SMAS กระตุ้นให้มีการหดตัวคล้ายกับการเย็บเนื้อเยื่อ ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับการผ่าตัดดึงใบหน้าโดยศัลยแพทย์ และเกิดการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ในระดับ SMAS ร่วมกับการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ เมื่อ SMAS ดีขึ้น ก็จะรั้งใยคอลลาเจนในแนวตั้งและแนวนอนที่ยึดกับผิวชั้นบนให้ดีขึ้น และผิวจึงค่อยๆ ถูกรั้งให้ตึง ยกกระชับ และเรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติจากภายใน

โดยระหว่างที่ส่งคลื่นเสียงที่มีพลังงานความร้อนและความแม่นยำสูงลงสู่ผิวหนังชั้นลึก แพทย์สามารถมองเห็นภาพผิวหนังทุกชั้นของผู้เข้ารับการรักษาผ่านหน้าจอของเครื่อง ทำให้แพทย์สามารถทำการรักษาไปพร้อมกับการปรับคลื่นเสียงที่พอเหมาะกับสภาพผิวหนังของผู้มารับการรักษาแต่ละรายได้ ทำให้เกิดความแม่นยำ ไม่ก่อผลกระทบกับผิวบริเวณข้างเคียง จึงมีความปลอดภัยสูง และได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดเหนียง คางสองชั้น หรือแก้ปัญหาคอที่เหี่ยวย่น

แก้คาง 2 ชั้น ด้วยนวัตกรรม Thermage 

Thermage คือ เทคโนโลยีการยกกระชับผิว สามารถใช้ยกกระชับผิวบริเวณลำคอ โดยใช้หลักการส่งพลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูง (RF) เข้าไปทำงานยังชั้นผิวหนัง ใช้กระตุ้นได้ลึกลงตั้งแต่ชั้นหนังแท้ (Dermis) จนถึงชั้นกล้ามเนื้อ (SMAS) โดยก่อให้เกิดมวลความร้อนในชั้นผิวหนังในระดับที่ลึกที่มีคอลลาเจนอยู่

จะเป็นการลงไปแก้ปัญหาที่เส้นใยคอลลาเจนที่มีความหย่อนคล้อย ขาดการยืดหยุ่น และการสปริงตัว ซึ่งจะส่งผลให้คอลลาเจนและอิลาสตินเกิดการหดตัวกลับมาและมีเกลียวที่ขึงตึงขึ้นยึดเนื้อเยื่อของผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น พร้อมกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ และยังส่งผลให้ผิวมีความยืดหยุ่นมากขึ้น สปริงมากขึ้น แนะนำการทำเทอร์มาจกับผู้ที่มีไขมันมากหน่อย เพราะมีส่วนช่วยในการลดชั้นไขมันในบริเวณที่ทำ แก้คาง 2  ชั้น รวมทั้งเหนียงที่ห้อยย้อยก็จะกลับกระชับชึ้น

แก้คาง 2 ชั้น ด้วยนวัตกรรม Thermitight

Thermitight  คือเทคโนโลยีตัวใหม่แห่งการสลายไขมันเฉพาะส่วน ช่วยคืนผิวอ่อนวัย ยกกะชับส่วนเกินได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แก้คาง 2 ชั้น ด้วยการใช้คลื่นวิทยุชนิดพิเศษปล่อยผ่านเข็มปลายทู่เล็กๆ สอดเข้าไปใต้ผิวหนังบริเวณที่ต้องการยกกระชับ

โดยเฉพาะบริเวณเหนียงใต้ลำคอ เพื่อสลายไขมันส่วนเกินในบริเวณที่ไม่ต้องการ นอกจากสลายไขมันแล้ว วิธีนี้ยังสามารถเข้าไปกระตุ้นเซลล์ผิวหนังชั้นลึกสุด สร้างความแข็งแรงในชั้นผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินได้อย่างถึงจุดโดยตรง ทำให้ผิวโดยรวมบริเวณลำคอดูเต่งตึง กระชับ สามารถเห็นผลใน 1 เดือน และเห็นผลสูงสุดที่ 6 เดือน หลังจากการทำ Thermitight เพียงครั้งเดียวสามารถอยู่ได้นาน 2-3 ปี

แก้คาง 2 ชั้น ด้วยนวัตกรรม Thermi & Smooth

Thermi & Smooth เป็นนวัตกรรมที่ส่งตรงจากประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการส่งพลังงานคลื่นวิทยุหัวเดียว ลงลึกถึงชั้นผิวซึ่งเป็นที่อยู่ของพวกคอลลาเจน อีลาสติน ทำให้เกิดการหดรั้ง กระตุ้น และเกิดการจัดเรียงตัวใหม่ของคอลลาเจน ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ลดเหนียง ผิวลำคอจะยกกระชับเต่งตึงขึ้น ริ้วรอยลดลง

แก้คาง 2 ชั้น ด้วยนวัตกรรม Cool Sculpting

เป็นวิธีการกำจัดไขมันด้วยความเย็น โดยส่งผ่านคลื่นความเย็นที่ประมาณ -10 ถึง -13 องศาเซลเซียส โดยเซลล์ไขมันจะจับเอาความเย็นในระดับนี้ไว้จนเกิดการทำลาย เซลล์ไขมันที่ตายลงจะถูกขับถ่ายออกจากร่างกายผ่านระบบหมุนเวียนเลือด

การทำ Cool Sculpting จะทำให้ไขมันในใต้คางหายไปอย่างถาวร แก้คาง 2 ชั้น ซึ่งคนไข้ไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวใดๆ ก่อนการรักษา หลังทำเสร็จแล้วสามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ หลังการรักษาคุณจะมีกรอบหน้าชัดขึ้น ใบหน้าดูเรียวเล็กลงอย่างปลอดภัย

แก้คาง 2 ชั้น ด้วยเทคนิคร้อยไหม

การรักษาโดยการนำไหมละลาย PDO (Polydioxanone) ซึ่งเป็นไหมเส้นเล็กที่มีความปลอดภัย ไม่ทำให้เกิดแผลหรือการอักเสบ มาร้อยใต้ผิวเพื่อให้เส้นไหมดึงผิวขึ้นตามแนวแกนไหม

การร้อยเริ่มจากใต้คางแนวกรามล่าง ลงมาจนถึงบริเวณต้นคอในชั้นไขมัน ผลหลังการรักษาคือบริเวณที่ถูกร้อยด้วยไหมจะเกิดความตึงกระชับมากขึ้น แก้คาง 2 ชั้น รวมทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ดังนั้น นอกจากผิวหนังที่หย่อนคล้อยจะถูกยกกระชับขึ้นแล้ว ผิวพรรณยังเต่งตึงเรียบเนียนมากขึ้นด้วย หลังจากากรรักษาคนไข้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ส่วนใหญ่แล้วผลการรักษาจะอยู่ได้ประมาณ 2 ถึง 3 ปี หลังการรักษาอาจมีรอยแดงเล็กน้อยและจะค่อยๆ จางลง วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเล็กน้อยเท่านั้น

แก้คาง 2 ชั้น ด้วยเทคนิคดูดไขมัน (Vaser Liposuction)

เป็นการดูดสลายไขมันโดยใช้เทคโนโลยีคลื่นเสียง (Ultrasound) เพื่อให้ไขมันเกิดการแตกตัวหรือสลายตัวเป็นของเหลวเพื่อให้ดูดออกมาได้โดยง่าย คุณสามารถเลือกตำแหน่งที่ต้องการดูดไขมันได้อย่างเฉพาะเจาะจง โดยไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อข้างเคียง เช่น เส้นเลือด เส้นประสาท และเนื้อเยื่อเกี่ยวกันอื่นๆ หลังทำเสร็จจะเห็นความแตกต่างได้ชัดเจน เหนียงใต้คางหายไปทันทีหลังทำ และมีกรอบหน้าคมชัดขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมใต้คางจำนวนมากจนเห็นเป็นคางอูม 2 ชั้น และต้องการหายขาดในการทำเพียงครั้งเดียว

แก้คาง 2 ชั้น ด้วยเทคนิค Nack Contouring (Nacklift)

ดึงคอ แก้เหนียง ด้วยเทคนิค Necklift สามารถทำได้ด้วยการผ่าตัดดึงหน้าในบางรายที่เคยผ่าตัดดึงหน้าส่วนบนไปแล้ว และต้องการดึงคอเพิ่ม เพื่อแก้ปัญหาเหนียงและรอยเหี่ยวย่น

ในขั้นตอนนี้ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของ ยศการ คลินิก จะทำการเปิดแผลสั้นๆ บริเวณใต้คางเพื่อดึงกระชับกล้ามเนื้อภายในบริเวณใต้คางและคอ และตัดผิวหนังภายนอกส่วนเกินซึ่งเกิดจากการเหี่ยวย่นตามวัยออกแล้วจึงทำการเย็บโดยซ่อนแผล ซึ่งไขมันส่วนเกินและเหนียง 2 เส้น บริเวณใต้คางจะถูกกำจัดออกไปแบบถาวร เทคนิคนี้ ผู้ที่ดูไม่มีคอและไร้คางจะเห็นผลชัดเจนมากในทันทีหลังทำ ลำคอแลดูเต่งตึง ยกกระชับอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้คุณแลดูอ่อนเยาว์ลงได้

เกร็ดความรู้ : คาง 2 ชั้น กับอันตรายที่คาดไม่ถึง!

ปัญหาของคาง 2 ชั้น ไม่ได้มาพร้อมกับความอ้วนและสรีระที่เต็มไปด้วยไขมันมองดูไม่สวยงามเพียงอย่างเดียว เพราะจริงๆ แล้ว คาง 2 ชั้น อาจเป็นสัญญาณแสดงภาวะผิดปกติของร่างกายได้ด้วย

  1. รูปแบบที่เกิดจากตัวกล้ามเนื้อลิ้นหย่อนลงมา จะก่อผลเสียเมื่อเวลานอนหลับลึก กล้ามเนื้อลิ้นที่หย่อนลงมามากจะไปปิดทางเดินหายใจทำให้เกิด “ภาวะหยุดหายใจชั่วขณะเวลานอนหลับ” ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการล้า อ่อนเพลีย ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจได้ 
  2. เราสามารถตรวจสอบสอบได้ง่ายๆ โดยให้มองหน้าตรงแล้วใช้ปลายไม้บรรทัดจรดที่ลูกกระเดือกแล้วทาบมาที่คอ จากนั้นดูว่ามีช่องว่างพอให้นิ้วชี้เราผ่านได้หรือไม่ ถ้านิ้วชี้ผ่านไม่ได้ก็แสดงว่ามีความเสี่ยงต่อภาวะนี้
  3. รูปแบบที่เกิดจากกระดูกใต้กล้ามเนื้อลิ้น อยู่ต่ำลงมาจากตำแหน่งปกติแต่กำเนิด ทำให้เห็นเป็นคาง 2 ชั้น คล้ายตุ๊กแก

อย่างไรก็ตามการตรวจเช็คคาง 2  ชั้น แบบข้างต้นเป็นการตรวจเบื้องต้น ถ้าสงสัยว่าผิดปกติแนะนำให้ไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทางโรคหู คอ จมูก เพื่อความปลอดภัยจะดีที่สุด