ลบรอยสัก

แม้ว่าในปัจจุบัน กระแสการสักจะกลายเป็นแฟชั่นที่ทั้งผู้ชายและผู้หญิงนิยมทำกันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในหมู่ศิลปินนักร้อง ดารา มีรอยสักโชว์ให้เห็นแทบทุกคน ซึ่งเหตุผลการสักในแต่ละคนอาจจะต่างกัน บางคนสักตามกระแสที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง สักเพื่อความรัก หรือสักเพื่อสื่อสัญลักษณ์บางอย่าง ลงบนส่วนต่างๆ ของเรือนร่าง โดยรอยสักนั้นจะคงอยู่กับเราไปตลอดชีวิต แต่ในกรณีที่รอยสักเกิดความผิดพลาด หรือสร้างอุปสรรคให้กับชีวิตของเรา ถึงเวลานั้น คุณคงต้องหาวิธีลบรอยสักออกไป…

การลบรอยสักที่ได้ผลมากที่สุด คือ ลบรอยสักด้วยเลเซอร์ ยศการ คลินิก บริการลบรอยสักด้วยเทคโนโลยี Q-Switch Laser ที่สามารถลบรอยสักสีฟ้า สีเขียว สีแดง สีดำ หรือสีอื่นๆ ได้ เป็นวิธีลบรอยสักที่ทำได้ง่าย และมีประสิทธิภาพมาก สามารถทำให้รอยสักจางลงไปได้ โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็นบริเวณรอยสักและผิวบริเวณรอบๆ รอยสัก

ลบรอยสักด้วย Q-Switch Laser

Q-Switch Laser  คือ การปล่อยคลื่นความถี่ไปยังตำแหน่งของเม็ดสีเมลานินที่ผิดปกติ โดยการปล่อยพลังงานความร้อนจะทำให้เม็ดสีเมลานิน หรือรอยสักแตกกระจายออกกลายเป็นโมเลกุลเล็กๆ ที่ร่างกายสามารถกำจัดออกไปได้เอง ทำให้รอยสักจางลงไปได้ ปกติอาจจำเป็นจะต้องทำหลายครั้งแล้วแต่ความลึกตื้นของสีผิวที่ผิดปกติ 

Q-Switch Laser เป็นเลเซอร์ที่มีความปลอดภัยสูง โดยทั่วไปจะมีความรู้สึกดีดที่ผิวเบาๆ ระหว่างการรักษา สามารถลบรอยสักสีฟ้า สีเขียว สีแดง สีดำ หรือสีอื่นๆ ได้ ยศการ คลินิก มีเลเซอร์ Q-Switch Ruby ที่เฉพาะเจาะจงใช้ลบรอยสักสีฟ้า สีเขียว และสีน้ำเงินได้

ลบรอยสักทุกชนิดได้ผลเท่ากันไหม

เนื่องจากรอยสักแต่ละคนมีความแตกต่างกัน  ดังนั้น ผลของการรักษาจึงไม่เท่ากัน ขึ้นกับปัจจัยดังต่อไปนี้

  • ชนิดของสีที่ใช้สัก
  • ขนาดของรอยสัก
  • ตำแหน่งของรอยสัก
  • ความลึกของรอยสัก
  • อายุของรอยสัก
  • สีผิวของเจ้าของรอยสัก

ในกรณีมีรอยสักที่บริเวณแขน หน้าอก ก้นและขา ขั้นตอนในการลบรอยสักจะไม่ยากนักตรง ข้ามกับรอยสักที่นิ้วและข้อเท้า ซึ่งจะแก้ไขได้ยาก (รอยสักสีดำ สีน้ำเงินและสีเขียว จะได้ผลดีกว่า สีแดง สีส้มและสีเหลือง)

ข้อดีของการลบรอยสักด้วย Q-Switch Laser

  1. เจ็บน้อย เห็นผลชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรก หากคุณเคยทนเจ็บจากการสักได้ การลบรอยสักด้วยเลเซอร์ก็กลายเป็นเรื่องสิวๆ สำหรับคุณ เพราะการลบรอยสักด้วยเลเซอร์นั้น เจ็บน้อยกว่าการสักหลายเท่า และที่สำคัญการลบรอยสักด้วย  Q-Switch Laser  นั้นสามารถเห็นผลไดชัดเจนว่ารอยสักจางลงตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ
  2. ไม่ทำลายผิวรอยข้างรอยสัก เทคโนโลยีเลเซอร์ Q-Switch จะทำลายเฉพาะสีที่สักอยู่บนผิวเท่านั้น และจะไม่ทำปฏิกิริยากับผิวรอบบริเวณรอยสักให้เกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง รวมทั้งไม่ทำให้เกิดรอยแผลเป็นรอบรอยสักด้วย
  3. สะอาด ปลอดภัย การลบรอยสักด้วยวิธีอื่นๆ เช่น การใช้ปูนแดง หรือใช้ครีมที่มีความเป็นกรดสูง ซึ่งวิธีการเหล่านี้อาจจะทำให้ผิวหน้าส่วนที่เราต้องการลบรอยสักนั้นเกิดการติดเชื้อหรืออักเสบขึ้นได้ ซึ่งนอกจากจะเป็นผลเสียในระยะยาวแล้ว ยังทำให้ผิวส่วนบริเวณรอบที่ต้องการลบรอยสักนั้น เกิดแผลเป็นมากยิ่งขึ้น หากคุณไม่ต้องการเสี่ยงต่อการติดเชื้อ วิธีลบรอยสักที่สะอาด และปลอดภัยที่สุด คือ ลบรอยสักด้วย Q-Switch Laser ที่ ยศการ คลินิก เนื่องจากเรามีทีมแพทย์และทีมงานผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเครื่องมืออุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน สะอาด และทันสมัย คุณจึงวางใจว่าจะสามารถลบรอยสักออกไปได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล
  4. ไร้รอยแผลเป็นในระยะยาว ด้วยความพิเศษของ Q-Switch Laser  ที่นอกจากจะสามารถลบรอยสักได้อย่างแนบเนียนแล้ว รอยแผลเป็นที่เกิดจากการลบรอยสักจะค่อยๆ จางหายไป ทั้งนี้ หากคนไข้ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัดและถูกวิธี

ระยะเวลาทำ

  • ขึ้นอยู่กับขนาดของรอยสัก

ต้องลบรอยสักกี่ครั้ง

การลบรอยสักด้วยเลเซอร์จำเป็นต้องทำซ้ำหลายครั้ง (มากกว่า 3 ครั้ง) ขึ้นกับชนิดของสีที่สัก และระยะเวลาที่สัก การยิงเลเซอร์เพื่อทำลายเม็ดสีของหมึกนั้นจะทำที่บริเวณผิวชั้นบน ดังนั้น เม็ดสีที่อยู่บริเวณผิวชั้นบนจะถูกทำลายได้ก่อน แต่เม็ดสีของหมึกส่วนหนึ่งยังมีอยู่ในชั้นหนังแท้และบางครั้งก็อยู่ลึกมาก จึงจำเป็นต้องทำการรักษาซ้ำหลายครั้ง และต้องรอเวลาให้ร่างกายซ่อมสร้างผิวที่บาดเจ็บขึ้นใหม่ให้สมบูรณ์พร้อมกับการขับเม็ดสีที่ถูกทำลายไปแล้วออกจากร่างกายให้หมด ก่อนจะทำการรักษาในครั้งต่อไป

ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6-8 สัปดาห์ สีที่ง่ายที่สุดในการลบรอยสัก คือ สีดำ ซึ่งจะใช้จำนวนครั้งในการรักษาน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับการรักษารอยสักสีเหลืองที่ตอบสนองต่อการรักษาน้อยมากจึงใช้จำนวนครั้งในการรักษามากกว่า 7 ครั้ง

ดังนั้น การรักษาจึงขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ โดยแพทย์จะเลือกช่วงคลื่น ประกอบกับการใช้พลังงานที่เหมาะสมและระยะเวลาในการรักษาให้เหมาะสมเป็นรายบุคคลไป

ผลข้างเคียงหลังจากลบรอยสัก

มักจะไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ยกเว้นบางกรณีอาจจะเกิดรอยด่างหรือรอยดำ ซึ่งก็สามารถหายเป็นปกติได้ สำหรับการเกิดแผลเป็นโอกาสค่อนข้างน้อย

สิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจลบรอยสัก

  1. ถามความต้องการของตนเองว่าไม่ต้องการรอยสักนี้แล้วใช่หรือไม่
  2. ให้ลองนึกถึงตอนสักว่าทำมายากไหม ทำหลายครั้งไหม ยิ่งทำมาสวย ลายยาก ใช้เวลาสักนาน ดังนั้น ตอนลบรอยสักก็ทำได้ยากและใช้เวลานานเช่นกัน
  3. การลบรอยสัก ทำแล้วจะแค่จางลงไม่ถึงขั้นหายเกลี้ยง และต้องทำหลายครั้งเพื่อให้รอยสักจางมากที่สุด

เหตุผลที่ต้องลบรอยสัก

1. มีผลกระทบต่อหน้าที่การทำงาน ในช่วงวัยรุ่นคุณอาจจะเคยคึกคะนองไปสักเพราะความเท่ หรือนานาเหตุผลของคนอยากสัก แต่เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน ก็มีหลายบริษัทที่ออกกฎของการรับสมัครงานห้ามมีรอยสัก เนื่องจากส่งกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กร อาทิ งานราชการ งานธนาคาร งานสายการบิน หรืออีกหลายองค์กร ดังนั้น เมื่อรอยสักส่งผลกระทบต่อชีวิตการทำงาน คุณจึงจำเป็นต้องลบรอยสัก

2. สักแล้วไม่ถูกใจ หรือสักพลาด กรณีนี้เกิดขึ้นได้บ่อยๆ เช่น ให้ช่างสักตามตัวอย่างแต่ผลที่ออกมากลับห่างไกลจากภาพตัวอย่าง หรือสักเป็นตัวอักษรแล้วช่างเกิดสะกดคำผิด อันนี้คงรีบลบรอยสักออกโดยด่วน!

3. ลบความทรงจำเดิมๆ โดยเฉพาะคู่รักที่ยามแรกรักน้ำต้มผักยังหวาน อาจจะเคยตัดสินใจสักชื่อของกันและกันลงบนเรือนร่าง แต่เมื่อเกิดเหตุต้องเลิกลากันจึงอยากลบรอยสักนั้นทิ้งไป หรือที่แย่ไปกว่านั้น รอยสักที่เป็นชื่อของแฟนเก่ากลับมาสร้างปัญหาให้รักครั้งใหม่ เมื่ออีกฝ่ายเกิดความไม่พอใจคุณจึงต้องลบรอยสัก

4. กำลังจะแต่งงาน หรือมีบุตร มีคู่รักหลายต่อหลายคู่ที่เจออุปสรรคความรัก เพราะรอยสักเป็นเหตุ เช่น พ่อแม่ของอีกฝ่ายไม่ปลื้มรอยสักหากจะแต่งงานต้องลบรอยสัก หรือในผู้หญิงที่กำลังวางแผนจะมีบุตรยอมลบรอยสักเนื่องจากไม่ต้องการให้ลูกเห็นรอยสักของตนเอง

 5. ลดความเสี่ยงด้านสุขภาพอนามัย

            – ความเสี่ยงเมื่อรอยสักสัมผัสถูกแสงแดด อย่างที่ทราบกันดีว่าแสงแดดแรงๆ สามารถทำร้ายผิวของเราได้มากแค่ไหน แต่ผิวที่มีรอยสักจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเจ็บป่วย หากผิวบริเวณนั้นสัมผัสถูกแสงแดดมากเกินไป สำหรับบางคนอาจมีอาการบวมและคันเกิดขึ้น โดยเฉพาะรอยสักที่มีหมึกสีเหลือง เป็นสาเหตุของอาการคัน อักเสบ และผิวหนังบวมแดงเมื่อสัมผัสถูกแสงแดด ซึ่งเกิดจากแคดเมี่ยมที่อยู่ในหมึกนั่นเอง

            – โดนลอยสักกลบจนไม่เห็นปัญหาด้านสุขภาพ ทั้งนี้ ลอยสักบนผิวหนังอาจไปปกปิดปัญหาด้านสุขภาพซึ่งทำให้ผู้ที่เกิดปัญหาไม่สามารถรับรู้ถึงสิ่งผิดปกติได้ทันเวลา เช่น รอยสักจะปกปิดอาการของโรคมะเร็งผิวหนัง ซึ่งรวมถึงมะเร็งไฝ ที่กำลังลุกลามแต่คุณไม่ทันสังเกตเห็นเนื่องจากถูกรอยสักปิดทับอยู่นั่นเอง